ในปี 2553 ประเทศผู้นำในการผลิตไก่เนื้อส่วนใหญ่สามารถขยายการผลิตเพิ่มขึ้นโดยเป็นผลเนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและ ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้นทดแทนเนื้อสัตว์ประเภทอื่นเนื่องจากเนื้อไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกและมีไขมันต่ำกว่าโดย เปรียบเทียบ นอกจากนั้นความต้องการบริโภคที่ยังมีขยายตัวได้ดีในประเทศที่ระดับการบริโภคเนื้อไก่ต่อคนยังค่อนข้างต่ำ เช่น เม็กซิโก จีน และประเทศยุโรปตะวันออกก็เป็นปัจจัยผลักดันให้การผลิตยังคงขยายตัวต่อไปได้ด้วยอย่างไรก็ตามปัญหาการระบาดของไข้หวัดนกที่ยังเกิดขึ้น เป็นครั้งคราวในบางประเทศและการสูงขึ้นของราคาอาหารสัตว์ก็ทำให้การผลิตโดยรวมยังเพิ่มได้ไม่มากนัก
ในปี 2553 ปริมาณผลผลิตไก่เนื้อรวมของโลกมีประมาณ 74.406 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 3.3 โดยสหรัฐอเมริกายังคง เป็นประเทศผู้ผลิตไก่เนื้อรายใหญ่ที่สุดของโลกตามมาด้วยจีนบราซิลและกลุ่มสหภาพยุโรปตามลำดับ
สหรัฐอเมริกาผลิตไก่เนื้อในปี 2553 ได้ประมาณ 16.348 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณร้อยละ 3.3 ในขณะที่สาธารณรัฐ ประชาชนจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 มีปริมาณผลผลิตไก่เนื้อราว 12.550 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 3.7 ส่วนบราซิลซึ่งเป็น ผู้ผลิตอันดับรองลงมาผลิตไก่เนื้อได้ประมาณ 11.420 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ในอัตราใกล้เคียงกับจีนคือประมาณร้อยละ 3.6 ในขณะที่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 4 นั้นผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2552 เพียงร้อยละ 1.8 คือผลิตได้ประมาณ 8.920 ล้านตัน
ในส่วนของประเทศไทยนั้นในปี 2553 มีการเลี้ยงไก่เนื้อรวมทั้งสิ้นประมาณ 980 ล้านตัวคิดเป็นผลผลิตไก่เนื้อราว 1.419 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 2.5 การผลิตในประเทศที่ขยายตัวขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจาก ความเชื่อมั่นในมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัดนกอย่างเข้มงวดจริงจัง ประกอบกับการที่ฟาร์มของบริษัทที่ทำธุรกิจเลี้ยง ไก่แบบครบวงจรและผลิตไก่เนื้อป้อนตลาดส่วนใหญ่นั้นไม่มีปัญหาการระบาดเกิดขึ้นเลย ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลิกหวาดวิตกในอันตรายจากไข้ หวัดนกนอกจากนั้นยังมีการขยายตัวอีกส่วนหนึ่งเพื่อสนองความต้องการของตลาดส่งออกซึ่งแม้อัตราเติบโตในส่วนนี้จะไม่สูงนักแต่ก็มีส่วนช่วย ให้การผลิตยังคงเติบโตได้ต่อไป
ความต้องการบริโภคเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ขยายตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แม้ว่าการสูงขึ้นของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องในปี 2553 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็มีผลกระทบต่อการบริโภคไม่มากนักเนื่องจากราคาของผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อยังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภค ส่วนใหญ่มีอำนาจซื้อได้และราคายังค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ นอกจากนั้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยจาก การบริโภคเนื้อไก่ที่ฟื้นคืนกลับมาหลังจากที่ตกต่ำลงมากในปี2547ก็มีส่วนช่วยให้ตลาดในประเทศยังคงขยายตัวต่อไปได้การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ของความต้องการบริโภคภายในประเทศเช่นนี้ มีส่วนช่วยให้ธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อของไทยได้รับผลกระทบน้อยลงจากปัญหาการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในตลาดโลก
ในปี 2553 ปริมาณความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อในประเทศมีราว 1.021 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 3.1 ส่วน ปริมาณบริโภคผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อเฉลี่ยต่อคนนั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากประมาณ 15.2 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2552 เป็น 15.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2553